สมอง หัวใจ ร่างกาย ของฉัน
เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ฉันเป็นนักศึกษาที่ใคร ๆ ก็ว่า ไม่ได้เรื่องด้วยประการทั้งปวง
แปลกแยกจากสังคม จากกลุ่มเพื่อนฝูง จากครูบาอาจารย์
ความเห็นไม่เข้าพวก ไม่มีใครเอา ไม่สังกัดกลุ่มใด
ถ้าเพื่อนเข้าห้องเรียนจดเลกเชอร์ ฉันคงกำลังทำงานพิเศษอยู่ที่ไหนสักแห่ง
ถ้าเพื่อนอ่านหนังสือเตรียมสอบ ฉันคงกำลังเตรียมตัวจะออกเที่ยว
หนังสือรอบตัวเพื่อน คือ หนังสือเรียน แต่ข้างกายฉัน คือ อะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน
ถ้าเพื่อนเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รับน้อง บายเนียร์ กิจกรรมชั้นปี
อาจจะเห็นฉันโผล่หน้าเป็นบ้าง นานที ๆ โผล่ไปเพื่อให้หลายคนทำหน้าตาชิงชังใส่
"ไม่ได้เรื่อง"
เพื่อนสงสัย "เรียนก็ไม่เอา กิจกรรมก็ไม่ทำ แล้วมันเข้ามหาลัยมาทำซากอะไร???"
ในความไม่ได้เรื่อง ที่คนอื่นมอบให้
ฉันกลับคิดตรงข้าม ฉันไม่ได้เป็นดั่งคำใคร
การกระทำแตกต่าง ความคิดแตกต่าง บอกตรงไหนว่าไม่ได้เรื่อง
ปากใครอื่นสาปเราได้เสียที่ไหน
มีวิชา ๆ หนึ่ง เป็นวิชาที่ต้องเข้าเรียน เพราะมีการเช็กชื่อทุกครั้ง
วันหนึ่ง อาจารย์มอบหมายงานเดี่ยวมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งคะแนนเก็บค่อนข้างสูง
อาจารย์ย้ำว่านอกจากทุกคนจะต้องส่งแล้ว ยังต้องเป็นการส่งที่ตรงเวลาด้วย
กำหนดส่ง คือ อีก 1 สัปดาห์ให้หลัง
จริง ๆ เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง ควรให้พูดถึงสักเท่าไร
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างในชีวิตเรา
ล้วนสำคัญและเกี่ยวเนื่องเป็นวัฎจักรเดียวเสมอ
ช่วงนั้นคนรักเก่าประสบอุบัติเหตุ นอนห้องไอซียูที่โรงพยาบาล
ฉันเดินทางไปดูแล สมองในช่วงนั้นคิดออกเพียงเรื่องเดียว คือ เขาเจ็บหนัก
คนหายไป 1 คน ถือเป็นเรื่องปกติ
เพราะแต่ไหนแต่ไร ก็มักหายไปสม่ำเสมอ
ไม่มีใครรับรู้ว่าฉันหายไปไหน ไม่มีใครไต่ถาม
และฉันก็ไม่จำเป็นต้องปริปากเล่า
อาการเขาทุเลา ในวันที่ฉันกลับเข้าห้องเรียน
ฉันพาตัวเองที่ซีดเซียวมานั่งฟังอาจารย์สอน
หลงลืมบางอย่างไปสนิทใจ
จนกระทั่ง อาจารย์ประกาศรายชื่อ
จริง ๆ ฉันไม่ค่อยสนใจนักหรอก นั่งเรียนมาทั้งคาบ
ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าอาจารย์พูดเรื่องอะไร
แต่ชื่อที่ประกาศ ถึงฟังเพียงผ่าน ๆ ก็ฝังลึกในหัวใจ
เพราะมันดันเป็น "ชื่อฉัน" หนึ่งเดียวที่ไม่ส่งงาน
เพื่อนร่วมภาควิชา 50 กว่าคน หันมามอง
เนื่องจากอาจารย์บอกให้เจ้าของชื่อยืนขึ้น
สำหรับผู้หญิงที่ยืนเด่นอยู่มุมหนึ่งของห้อง
แว่วเสียงแต่ไกลลอยลมมาเข้าหูว่า "ไม่น่าแปลกใจ"
ฉันพยายามไม่สนใจใครอื่น
ตอนนั้นบุคคลที่ฉันมองเห็น คือ อาจารย์ที่กำลังยืนจ้องอยู่ตรงหน้า
ใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"ทำไมคุณถึงไม่ส่งงานผม"
ท่ามกลางความเงียบ สมองฉันวิ่งวนหาคำตอบ
เหตุผลสารพัดลอยคว้างขึ้นมาในหัว
ความจริงวิ่งพล่าน ความเท็จวิ่งวน
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกำลังต่อสู้กันอยู่
แต่... ฉันยังคงยืนนิ่ง
อาจารย์ไม่ได้ถามซ้ำ หากแววตาที่จ้องนิ่งเหมือนยิงคำถามถี่รัวเข้ามาไม่ยั้ง
เราควรตอบอย่างไรดี ?
บางครั้ง ความจริง ความเท็จ ก็เป็นเรื่องที่พูดยากพอกัน
ความจริงที่ทุกข์ร้อนของเรา คนอื่นจะมองว่าน่าขันหรือเปล่า
เรื่องปั้นแต่งที่น่าเห็นอกเห็นใจ หากใครมารู้ภายหลัง จะมองหน้าติดหรือ
"หนูขอโทษค่ะอาจารย์ ทั้งหมดเป็นความผิดของหนูเองค่ะ"
ในที่สุด ฉันก็ได้ยินเสียงตัวเองตอบออกไป
ไม่ใช่คำตอบที่หงุมหงิม คำพูด แววตา ชัดถ้อยชัดคำ ทุกอย่างชัดเจน
แม้ใจเราจะหล่นยวบไปอยู่ที่ปลายเท้า แต่ก็ขอให้เป็นเราคนเดียวที่รู้
ฉันเห็นแววตาอาจารย์มีรอยวูบไหว
พิลึกนัก ขณะนาทีวิกฤติอย่างนั้น ฉันกลับสะดุดตรงรอยวูบไหวในแววตา
คำตอบของฉันไม่มีอะไรให้จับผิด ไม่มีการกล่าวเท็จ
ไม่มีการแก้ตัว และไม่มีสิ่งใดให้ซักฟอกต่อ
ทุกคนในห้องได้ยินชัดเจนถ้วนทั่ว
"เย็นนี้ คุณจะทำงานที่สั่ง มาส่งผมทันหรือเปล่า ก่อน 4 โมงครึ่ง"
"ทันค่ะ"
แล้วอาจารย์ก็เดินกลับไปยังโต๊ะตัวเอง ก่อนเริ่มการสอน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ ตอนเย็นฉันไปเคาะห้องอาจารย์
อาจารย์บอกให้คอย และลงมือตรวจงานทันที
" เดิมทีผมตั้งใจจะหักคะแนนคนที่ส่งงานช้า 10 คะแนน
แต่ตอนนี้ผมจะหักคุณแค่เพียง 5 คะแนน"
"ขอบคุณค่ะ" ฉันพนมมือไหว้ขอบคุณอาจารย์
และฉันก็ยังรู้สึกขอบคุณอาจารย์จนถึงทุกวันนี้
ฉันไม่ได้ถาม
ทั้งที่อยากรู้ว่าทำไมอาจารย์จึงเปลี่ยนใจ ลดจำนวนคะแนนที่จะหักลง
คงเหมือนกับที่อาจารย์เองก็ไม่ได้ถาม
ว่าเหตุผลแท้จริงคืออะไรกันแน่ ที่ฉันไม่ได้พูดถึง
............................................
ทำไมฉันเขียนถึงเหตุการณ์นี้
รอยสะดุดของกาลเวลาในวันนี้ ทำให้ฉันคิดถึงเรื่องวันวานจับใจ
"ทั้งหมดเป็นความผิดของทางร้านค่ะ และในฐานะที่ฉันเป็นเจ้าของร้าน
ฉันพร้อมจะรับผิดชอบให้ทุกอย่าง"
ปลายสายจากกระบอกโทรศัพท์เงียบเสียงลง เหมือนนิ่งคิด
และมันทำให้ฉันนึกไปถึงรอยวูบไหวในแววตาของอาจารย์
...................................
ที่เหลือก็อดใจรอเพียงนิด เพื่อฟังคำตอบ
แต่เชื่อเถอะ ไม่มีทางที่จะโดนหักมากกว่า 5 คะแนน